http://www.reo09.go.th/reo09/admin/news/file/6.pdf
http://www.ubuntuclub.com/node/951
http://gotoknow.org/post/tag/ubuntu
วันจันทร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
วันพุธที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
ข้อสอบระบบเครือข่ายและการกระจาย 30 ข้อ
ข้อสอบ1. IPv6 ย่อมาจากข้อใด
ก. Internet Protocol Versiones 6
ข. Internet Protocol Versiond 6
ค. Internet Protocol Versionee 6
ง. Internet Protocol Version 6 *
2. IPv 6 ถูกพัฒนาจาก IP v ใด
ก. IPv 4 *
ข. IPv 5
ค. IPv 6
ง. IPv 7
3. ระบบ IPv4 ในปัจจุบันยังใช้ลำดับชั้นของแอดเดรสเพื่อจำแนกอะไรสำหรับส่งไปในเครือข่ายบนอินเทอร์เน็ตแบ็กโบน
ก. ทราฟฟิก *
ข.ตราฟฟิก
ค.กราฟฟิก
ง.มราฟฟิก
4. เทคนิคการทำงานร่วมกันระหว่าง IPv4 และ IPv6 แบ่งออกเป็นกี่เทคนิค
ก.3 เทคนิค *
ข. 4 เทคนิค
ค.5 เทคนิค
ง.6 เทคนิค
5. การใช้งาน IPv4 และ IPv6 ควบคู่กันหรือที่เรียกว่าอะไร
ก. Fual stack
ข. Bual stack
ค. Eual stack
ง. Dual stack *
6.ข้อใดไม่ใช่เป็น การแบ่งประเภทของ IPV 6
ก.ขอมูล
ข. เทเบิล
ค.การจัดการโลแบคเซกเมนต์
ง.เส้นทางการส่งข้อมูล *
7. ทำการทดลองศึกษาวิจัยและ พัฒนา ระบบการทำงานของระบบ ต้นแบบสำหรับเชื่อมต่อเครือข่าย IPv6อัตโนมัติสำหรับผู้ใช้ระดับครัวเรือน ( IPv6 Tunnel Broker )คือข้อใด
ก.วัตถุประสงค์ *
ข.ประโยชน์
ค.คำนิยาม
ง.หัวข้อ8. IPv6
มีการกำหนดตำแหน่งที่อยู่ผู้ติดต่อและผู้รับการติดต่อเป็นกี่บิต
ก. 125 บิต
ข. 126 บิต
ค.127 บิต
ง.128 บิต *
9. IPV6 จะประกอบด้วยเลขฐานสองจำนวนเท่าไร
ก. 128 bit *
ข.127 bit
ค.126 bit
ง.125bit
10. IPv6 เพิ่มอะไร เพื่อที่จะบังคับขนาดของแพ็ตเก็ต IPv6 เท่านั้น
ก. molder
ข. Sracrer
ค. Hear
ง. Headers *
11. ใน IPv6 header อนุญาตให้อะไร ทำการระบุและดูแล แพ็ตเก็ตที่ไหล
ก.Router *
ข.Routerse
ค.Routeredse
ง. Routeree
12. IPv6 มี field ของ header ใหม่ซึ่งเป็นส่วนที่ต้องใช้ในการประมวลผลของอะไร
ก. แพ็กเก็ต *
ข. ข้อมูล
ค. เส้นทาง
ง.ผิดทุกข้อ
13. IPv6 มีขนาดของ address คือกี่ไบต์
ก. 16 ไบต์ *
ข. 17 ไบต์
ค. 18 ไบต์
ง. ถูกทุกข้อ
14. การเคลื่อน IPv6 packet จาก segment หนึ่งไปอีก segment หนึ่งมีความง่ายขึ้นด้วยโครงสร้างการค้นหาเส้นทางใด
ก. แบบลำดับชั้น
*ข. แบบลำดับชั้น 1
ค. แบบลำดับชั้น 2
ง. แบบลำดับชั้น 3
15. การขอหมายเลข IP Address จะต้องไปจดทะเบียนกับผู้รับจดทะเบียนอินเทอร์เน็ตระดับภูมิภาค หรือที่เรียกว่า
ก.RIR *
ข. RIO
ค. RIN
ง. RID
16. RIR ย่อมาจาก
ก.(Regional Internet Registrey)
ข.(Regional Internet Registreey)
ค.(Regional Internet Registessy)
ง.(Regional Internet Registry) *
17.การเชื่อมต่อแบบ Native IPv6 ภายในประเทศระหว่างกี่องค์กรหลัก
ก. 3 องค์กรหลัก *
ข. 4 องค์กรหลัก
ค. 5 องค์กรหลัก
ง. 6 องค์กรหลัก
18.โดยเครือข่ายต้นทางและปลายทางเป็นการใช้งาน IPv6 ทั้งหมด (ปราศจาก IPv4) เราเรียกการเชื่อมต่อลักษณะนี้ว่า
ก. IPv6-nativetinge network
ข. IPv6-nativeping network
ค. IPv6-nativegrs network
ง. IPv6-native network *
19. ประเทศในทวีปเอเชีย และทวีปอะไรมีความตื่นตัวในการปรับเปลี่ยนเครือข่ายมากกว่าประเทศในทวีปอเมริกาเหนือ
ก. ยุโรป *
ข.อเมริกาใต้
ค.อเมริกา
ง.ถูกทุกข้อ
20. รัฐบาลประเทศญี่ปุ่นและสาธารณรัฐเกาหลี ต่างให้การสนับสนุนและผลักดันภาคเอกชน ให้หันมาให้บริการ IPv6 ในด้านใดมากขึ้น
ก. เชิงพาณิชย์
ข.เทคโนโลยี
ค.เรือ
ง.เครื่องบิน
21.ขอใดเป็นการแบ่งประเภทของ IPV 6
ก.ขอมูล
ข. เทเบิล
ค.การจัดการโลแบคเซกเมนต์
ง.ถูกทุกข้อ *
22.IP address จะใช้เลขฐานสองจำนวน 32 bits จะแบ่งออกเป็นกี่ชุด ในการแสดงให้เราเห็นเป็นเลขฐานสิบ
ก. 2 ชุด
ข. 3 ชุด
ค.4 ชุด*
ง.5 ชุด
23. Traffic Class
ก. ใช้ระบุว่าแพ็กเก็ตนี้อยู่ในกลุ่มใดและมีระดับความสำคัญเท่าไหร่เพื่อที่เราเตอร์จะจัดลำดับขั้นการส่งแพ็กเก็ตให้เหมาะสม
ข. ใช้ระบุลักษณะการไหลเวียนของทราฟฟิก ระหว่างต้นทางกับปลายทาง
ค.ใช้เป็นตัวบอกว่า extended header ตัวถัดไปเป็นเฮดเดอร์ประเภทไหน
ง.ไม่มีข้อใดถูก
24. Flow label
ก. ใช้ระบุว่าแพ็กเก็ตนี้อยู่ในกลุ่มใดและมีระดับความสำคัญเท่าไหร่เพื่อที่เราเตอร์จะจัดลำดับขั้นการส่งแพ็กเก็ตให้เหมาะสม
ข. ใช้ระบุลักษณะการไหลเวียนของทราฟฟิก ระหว่างต้นทางกับปลายทาง*
ค.ใช้เป็นตัวบอกว่า extended header ตัวถัดไปเป็นเฮดเดอร์ประเภทไหน
ง.ไม่มีข้อใดถูก
25.อินเทอร์เน็ตส่วนประกอบสำคัญของอินเทอร์เน็ตโพรโตคอลได้แก่
ก. ตัวเครื่อง
ข. รหัสเครื่อง
ค.ไอพีแอดเดรส*
ง. ซอฟแวร์
26.ข้อใดไม่ใช่ประโยชน์จากการใช้บริการ ADSL
ก. ท่านสามารถคุยโทรศัพท์พร้อมกันกับการ Access ใช้งานอินเทอร์เน็ตได้พร้อมกัน ด้วยสายโทรศัพท์เส้นเดียวกัน โดยไม่หยุดชะงัก
ข. ท่านสามารถเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตด้วยความเร็วเป็น 140 เท่าเมื่อเทียบกับการใช้ Modem แบบ Analog ธรรมดา
ค.การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตของท่านจะถูกปิดเมื่อมีการใช้งานมากเกินไป*
ง.การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตของท่านจะถูกเปิดอยู่เสมอ (Always-On Access)
27. Full-Rate ADSL
ก.เป็น ADSL ที่สามารถส่งถ่ายข้อมูลข่าวสารได้สูงถึง 1.5 เมกกะบิตต่อวินาที ขณะที่กำลัง Download ความเร็วขนาดนี้ คิดเป็น 25 เท่าเมื่อเทียบกับการใช้ Modem แบบ Analog ขนาด 56K และคิดเป็น 50 เท่าเมื่อเทียบกับการใช้ Modem ความเร็ว 28.8K
ข. เป็นผู้ให้บริการ ADSL สามารถให้บริการ ที่ความเร็วต่ำขนาด 256K ด้วยค่าใช้จ่ายต่ำ
ค.การจัดการโลแบคเซกเมนต์ง.เป็น ADSL ที่มีศักยภาพในการส่งถ่ายข้อมูลข่าวสาร ที่ความเร็ว 8 เมกกะบิต ต่อวินาที *
28. G.Lite ADSL
ก.เป็น ADSL ที่สามารถส่งถ่ายข้อมูลข่าวสารได้สูงถึง 1.5 เมกกะบิตต่อวินาที ขณะที่กำลัง Download ความเร็วขนาดนี้ คิดเป็น 25 เท่าเมื่อเทียบกับการใช้ Modem แบบ Analog ขนาด 56K และคิดเป็น 50 เท่าเมื่อเทียบกับการใช้ Modem ความเร็ว 28.8K *
ข. เป็นผู้ให้บริการ ADSL สามารถให้บริการ ที่ความเร็วต่ำขนาด 256K ด้วยค่าใช้จ่ายต่ำ
ค.การจัดการโลแบคเซกเมนต์ง.เป็น ADSL ที่มีศักยภาพในการส่งถ่ายข้อมูลข่าวสาร ที่ความเร็ว 8 เมกกะบิต ต่อวินาที
29.วงจรของ ADSL จะเชื่อมต่อ ADSL Modem ที่ทั้งสองด้านของสายโทรศัพท์ ทำให้มีการสร้างช่องทางของข้อมูลข่าวสาร ได้กี่ช่องทาง
ก. 2 ช่อง
ข. 3 ช่อง*
ค.4 ช่อง
ง.5 ช่อง
30. CAP จะแบ่งสายโทรศัพท์ออกเป็นกี่ส่วน
ก. 2 ส่วน
ข. 3 ส่วน*
ค.4 ส่วน
ง.5 ส่วน
หมายเหตุ : เมื่อเครื่องหมาย * อยู่ด้านหลังข้อไหนข้อนั้นเป็นข้อที่ถูกต้องที่สุด
ก. Internet Protocol Versiones 6
ข. Internet Protocol Versiond 6
ค. Internet Protocol Versionee 6
ง. Internet Protocol Version 6 *
2. IPv 6 ถูกพัฒนาจาก IP v ใด
ก. IPv 4 *
ข. IPv 5
ค. IPv 6
ง. IPv 7
3. ระบบ IPv4 ในปัจจุบันยังใช้ลำดับชั้นของแอดเดรสเพื่อจำแนกอะไรสำหรับส่งไปในเครือข่ายบนอินเทอร์เน็ตแบ็กโบน
ก. ทราฟฟิก *
ข.ตราฟฟิก
ค.กราฟฟิก
ง.มราฟฟิก
4. เทคนิคการทำงานร่วมกันระหว่าง IPv4 และ IPv6 แบ่งออกเป็นกี่เทคนิค
ก.3 เทคนิค *
ข. 4 เทคนิค
ค.5 เทคนิค
ง.6 เทคนิค
5. การใช้งาน IPv4 และ IPv6 ควบคู่กันหรือที่เรียกว่าอะไร
ก. Fual stack
ข. Bual stack
ค. Eual stack
ง. Dual stack *
6.ข้อใดไม่ใช่เป็น การแบ่งประเภทของ IPV 6
ก.ขอมูล
ข. เทเบิล
ค.การจัดการโลแบคเซกเมนต์
ง.เส้นทางการส่งข้อมูล *
7. ทำการทดลองศึกษาวิจัยและ พัฒนา ระบบการทำงานของระบบ ต้นแบบสำหรับเชื่อมต่อเครือข่าย IPv6อัตโนมัติสำหรับผู้ใช้ระดับครัวเรือน ( IPv6 Tunnel Broker )คือข้อใด
ก.วัตถุประสงค์ *
ข.ประโยชน์
ค.คำนิยาม
ง.หัวข้อ8. IPv6
มีการกำหนดตำแหน่งที่อยู่ผู้ติดต่อและผู้รับการติดต่อเป็นกี่บิต
ก. 125 บิต
ข. 126 บิต
ค.127 บิต
ง.128 บิต *
9. IPV6 จะประกอบด้วยเลขฐานสองจำนวนเท่าไร
ก. 128 bit *
ข.127 bit
ค.126 bit
ง.125bit
10. IPv6 เพิ่มอะไร เพื่อที่จะบังคับขนาดของแพ็ตเก็ต IPv6 เท่านั้น
ก. molder
ข. Sracrer
ค. Hear
ง. Headers *
11. ใน IPv6 header อนุญาตให้อะไร ทำการระบุและดูแล แพ็ตเก็ตที่ไหล
ก.Router *
ข.Routerse
ค.Routeredse
ง. Routeree
12. IPv6 มี field ของ header ใหม่ซึ่งเป็นส่วนที่ต้องใช้ในการประมวลผลของอะไร
ก. แพ็กเก็ต *
ข. ข้อมูล
ค. เส้นทาง
ง.ผิดทุกข้อ
13. IPv6 มีขนาดของ address คือกี่ไบต์
ก. 16 ไบต์ *
ข. 17 ไบต์
ค. 18 ไบต์
ง. ถูกทุกข้อ
14. การเคลื่อน IPv6 packet จาก segment หนึ่งไปอีก segment หนึ่งมีความง่ายขึ้นด้วยโครงสร้างการค้นหาเส้นทางใด
ก. แบบลำดับชั้น
*ข. แบบลำดับชั้น 1
ค. แบบลำดับชั้น 2
ง. แบบลำดับชั้น 3
15. การขอหมายเลข IP Address จะต้องไปจดทะเบียนกับผู้รับจดทะเบียนอินเทอร์เน็ตระดับภูมิภาค หรือที่เรียกว่า
ก.RIR *
ข. RIO
ค. RIN
ง. RID
16. RIR ย่อมาจาก
ก.(Regional Internet Registrey)
ข.(Regional Internet Registreey)
ค.(Regional Internet Registessy)
ง.(Regional Internet Registry) *
17.การเชื่อมต่อแบบ Native IPv6 ภายในประเทศระหว่างกี่องค์กรหลัก
ก. 3 องค์กรหลัก *
ข. 4 องค์กรหลัก
ค. 5 องค์กรหลัก
ง. 6 องค์กรหลัก
18.โดยเครือข่ายต้นทางและปลายทางเป็นการใช้งาน IPv6 ทั้งหมด (ปราศจาก IPv4) เราเรียกการเชื่อมต่อลักษณะนี้ว่า
ก. IPv6-nativetinge network
ข. IPv6-nativeping network
ค. IPv6-nativegrs network
ง. IPv6-native network *
19. ประเทศในทวีปเอเชีย และทวีปอะไรมีความตื่นตัวในการปรับเปลี่ยนเครือข่ายมากกว่าประเทศในทวีปอเมริกาเหนือ
ก. ยุโรป *
ข.อเมริกาใต้
ค.อเมริกา
ง.ถูกทุกข้อ
20. รัฐบาลประเทศญี่ปุ่นและสาธารณรัฐเกาหลี ต่างให้การสนับสนุนและผลักดันภาคเอกชน ให้หันมาให้บริการ IPv6 ในด้านใดมากขึ้น
ก. เชิงพาณิชย์
ข.เทคโนโลยี
ค.เรือ
ง.เครื่องบิน
21.ขอใดเป็นการแบ่งประเภทของ IPV 6
ก.ขอมูล
ข. เทเบิล
ค.การจัดการโลแบคเซกเมนต์
ง.ถูกทุกข้อ *
22.IP address จะใช้เลขฐานสองจำนวน 32 bits จะแบ่งออกเป็นกี่ชุด ในการแสดงให้เราเห็นเป็นเลขฐานสิบ
ก. 2 ชุด
ข. 3 ชุด
ค.4 ชุด*
ง.5 ชุด
23. Traffic Class
ก. ใช้ระบุว่าแพ็กเก็ตนี้อยู่ในกลุ่มใดและมีระดับความสำคัญเท่าไหร่เพื่อที่เราเตอร์จะจัดลำดับขั้นการส่งแพ็กเก็ตให้เหมาะสม
ข. ใช้ระบุลักษณะการไหลเวียนของทราฟฟิก ระหว่างต้นทางกับปลายทาง
ค.ใช้เป็นตัวบอกว่า extended header ตัวถัดไปเป็นเฮดเดอร์ประเภทไหน
ง.ไม่มีข้อใดถูก
24. Flow label
ก. ใช้ระบุว่าแพ็กเก็ตนี้อยู่ในกลุ่มใดและมีระดับความสำคัญเท่าไหร่เพื่อที่เราเตอร์จะจัดลำดับขั้นการส่งแพ็กเก็ตให้เหมาะสม
ข. ใช้ระบุลักษณะการไหลเวียนของทราฟฟิก ระหว่างต้นทางกับปลายทาง*
ค.ใช้เป็นตัวบอกว่า extended header ตัวถัดไปเป็นเฮดเดอร์ประเภทไหน
ง.ไม่มีข้อใดถูก
25.อินเทอร์เน็ตส่วนประกอบสำคัญของอินเทอร์เน็ตโพรโตคอลได้แก่
ก. ตัวเครื่อง
ข. รหัสเครื่อง
ค.ไอพีแอดเดรส*
ง. ซอฟแวร์
26.ข้อใดไม่ใช่ประโยชน์จากการใช้บริการ ADSL
ก. ท่านสามารถคุยโทรศัพท์พร้อมกันกับการ Access ใช้งานอินเทอร์เน็ตได้พร้อมกัน ด้วยสายโทรศัพท์เส้นเดียวกัน โดยไม่หยุดชะงัก
ข. ท่านสามารถเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตด้วยความเร็วเป็น 140 เท่าเมื่อเทียบกับการใช้ Modem แบบ Analog ธรรมดา
ค.การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตของท่านจะถูกปิดเมื่อมีการใช้งานมากเกินไป*
ง.การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตของท่านจะถูกเปิดอยู่เสมอ (Always-On Access)
27. Full-Rate ADSL
ก.เป็น ADSL ที่สามารถส่งถ่ายข้อมูลข่าวสารได้สูงถึง 1.5 เมกกะบิตต่อวินาที ขณะที่กำลัง Download ความเร็วขนาดนี้ คิดเป็น 25 เท่าเมื่อเทียบกับการใช้ Modem แบบ Analog ขนาด 56K และคิดเป็น 50 เท่าเมื่อเทียบกับการใช้ Modem ความเร็ว 28.8K
ข. เป็นผู้ให้บริการ ADSL สามารถให้บริการ ที่ความเร็วต่ำขนาด 256K ด้วยค่าใช้จ่ายต่ำ
ค.การจัดการโลแบคเซกเมนต์ง.เป็น ADSL ที่มีศักยภาพในการส่งถ่ายข้อมูลข่าวสาร ที่ความเร็ว 8 เมกกะบิต ต่อวินาที *
28. G.Lite ADSL
ก.เป็น ADSL ที่สามารถส่งถ่ายข้อมูลข่าวสารได้สูงถึง 1.5 เมกกะบิตต่อวินาที ขณะที่กำลัง Download ความเร็วขนาดนี้ คิดเป็น 25 เท่าเมื่อเทียบกับการใช้ Modem แบบ Analog ขนาด 56K และคิดเป็น 50 เท่าเมื่อเทียบกับการใช้ Modem ความเร็ว 28.8K *
ข. เป็นผู้ให้บริการ ADSL สามารถให้บริการ ที่ความเร็วต่ำขนาด 256K ด้วยค่าใช้จ่ายต่ำ
ค.การจัดการโลแบคเซกเมนต์ง.เป็น ADSL ที่มีศักยภาพในการส่งถ่ายข้อมูลข่าวสาร ที่ความเร็ว 8 เมกกะบิต ต่อวินาที
29.วงจรของ ADSL จะเชื่อมต่อ ADSL Modem ที่ทั้งสองด้านของสายโทรศัพท์ ทำให้มีการสร้างช่องทางของข้อมูลข่าวสาร ได้กี่ช่องทาง
ก. 2 ช่อง
ข. 3 ช่อง*
ค.4 ช่อง
ง.5 ช่อง
30. CAP จะแบ่งสายโทรศัพท์ออกเป็นกี่ส่วน
ก. 2 ส่วน
ข. 3 ส่วน*
ค.4 ส่วน
ง.5 ส่วน
หมายเหตุ : เมื่อเครื่องหมาย * อยู่ด้านหลังข้อไหนข้อนั้นเป็นข้อที่ถูกต้องที่สุด
วันอังคารที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2552
Routing Protocol
Routing Protocol
คือโพรโทคอลที่ใช้ในการแลกเปลี่ยน routing table ระหว่างอุปกรณ์เครือข่ายต่างๆที่ทำงานในระดับ Network Layer (Layer 3) เช่น Router เพื่อให้อุปกรณ์เหล่านี้สามารถส่งข้อมูล (IP packet) ไปยังคอมพิวเตอร์ปลายทางได้อย่างถูกต้อง โดยที่ผู้ดูแลเครือข่ายไม่ต้องแก้ไขข้อมูล routing table ของอุปกรณ์ต่างๆตลอดเวลา เรียกว่าการทำงานของ Routing Protocol ทำให้เกิดการใช้งาน dynamic routing ต่อระบบเครือข่าย
ตัวอย่าง Routing Protocol
RIP (Routing Information Protocol)
OSPF (Open Shortest Path First)
IGRP (Interior Gateway Routing Protocol) (Cisco Proprietary)
EIGRP (Enhanced Interior Gateway Routing Protocol) (Cisco Proprietary)
BGP (Border Gateway Protocol)
คือโพรโทคอลที่ใช้ในการแลกเปลี่ยน routing table ระหว่างอุปกรณ์เครือข่ายต่างๆที่ทำงานในระดับ Network Layer (Layer 3) เช่น Router เพื่อให้อุปกรณ์เหล่านี้สามารถส่งข้อมูล (IP packet) ไปยังคอมพิวเตอร์ปลายทางได้อย่างถูกต้อง โดยที่ผู้ดูแลเครือข่ายไม่ต้องแก้ไขข้อมูล routing table ของอุปกรณ์ต่างๆตลอดเวลา เรียกว่าการทำงานของ Routing Protocol ทำให้เกิดการใช้งาน dynamic routing ต่อระบบเครือข่าย
ตัวอย่าง Routing Protocol
RIP (Routing Information Protocol)
OSPF (Open Shortest Path First)
IGRP (Interior Gateway Routing Protocol) (Cisco Proprietary)
EIGRP (Enhanced Interior Gateway Routing Protocol) (Cisco Proprietary)
BGP (Border Gateway Protocol)
วันอังคารที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2552
ข้อสอบ 5 ข้อ เรื่อง Topology
ที่มาของแหล่งข้อมูล http://www.yupparaj.ac.th/RoomNet2545/activity7/topology.htm
1.Topology แบ่งออกเป็นกี่แบบ
ก. 5 แบบ ข. 6 แบบ
ค. 7 แบบ ง. 8 แบบ
เฉลย 5 แบบ ได้แก่ 1.โทโปโลยีแบบบัส (BUS) 2.โทโปโลยีแบบวงแหวน (RING)
3.โทโปโลยีแบบดาว (STAR) 4.โทโปโลยีแบบ Hybrid 5.โทโปโลยีแบบ MESH
2. โทโปโลยีแบบบัส มีข้อดีอย่างไร
ก. ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการวางสายสัญญาณมากนัก สามารถขยาย
ข. สามารถขยายระบบได้ง่าย
ค. เสียค่าใช้จ่ายน้อย
ง. ถูกทุกข้อ
เฉลย ถูกทุกข้อ เพราะโทโปโลยีแบบบัสมีข้อดีคือ ข้อดี
- ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการวางสายสัญญาณมากนัก สามารถขยายระบบได้ง่าย เสียค่าใช้จ่ายน้อย ซึ่งถือว่าระบบบัสนี้เป็นแบบโทโปโลยีที่ได้รับความนิยมใช้กันมากที่สุดมา ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เหตุผลอย่างหนึ่งก็คือสามารถติดตั้งระบบ ดูแลรักษา และติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มเติมได้ง่าย ไม่ต้องใช้เทคนิคที่ยุ่งยากซับซ้อนมาก
3. โทโปโลยีแบบวงแหวนหรือแบบ RING มีข้อดีอย่างไร
ก. ผู้ส่งสามารถส่งข้อมูลไปยังผู้รับได้หลาย ๆ เครื่องพร้อม ๆ กัน โดยกำหนดตำแหน่งปลายทางเหล่านั้นลงในส่วนหัวของแพ็กเกจข้อมูล Repeaterของแต่ละเครื่องจะทำการตรวจสอบเองว่า ข้อมูลที่ส่งมาให้นั้น เป็นตนเองหรือไม่
ข. การส่งผ่านข้อมูลในเครือข่ายแบบ RING จะเป็นไปในทิศทางเดียวจากเครื่องสู่เครื่อง จึงไม่มีการชนกันของสัญญาณ ข้อมูล
ค. คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในเน็ตเวิร์กมีโอกาสที่จะส่งข้อมูลได้อย่างทัดเทียมกัน
ง. ไม่มีข้อถูก
จ. ถูกทั้งข้อ ก ข ค
เฉลย ข้อ จ เพราะโทโปโลยีแบบ RING มีข้อดีคือ- ผู้ส่งสามารถส่งข้อมูลไปยังผู้รับได้หลาย ๆ เครื่องพร้อม ๆ กัน โดยกำหนดตำแหน่งปลายทางเหล่านั้นลงในส่วนหัวของแพ็กเกจข้อมูล Repeaterของแต่ละเครื่องจะทำการตรวจสอบเองว่า ข้อมูลที่ส่งมาให้นั้น เป็นตนเองหรือไม่
- การส่งผ่านข้อมูลในเครือข่ายแบบ RING จะเป็นไปในทิศทางเดียวจากเครื่องสู่เครื่อง จึงไม่มีการชนกันของสัญญาณ ข้อมูลที่ส่งออกไป
- คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในเน็ตเวิร์กมีโอกาสที่จะส่งข้อมูลได้อย่างทัดเทียมกัน
4. โทโปโลยีแบบ STAR มีหน้าที่อย่างไร
ก. เป็นศูนย์กลางของการเชื่อมต่อสายสัญญาญที่มาจากเครื่องต่าง ๆ ในเครือข่าย และควบคุมเส้นทางการสื่อสาร ทั้งหมด เมื่อมีเครื่องที่ต้องการส่งข้อมูลไปยังเครื่องอื่น ๆ ที่ต้องการในเครือข่าย เครื่องนั้นก็จะต้องส่งข้อมูลมายัง HUB หรือเครื่องศูนย์กลางก่อน แล้ว HUB ก็จะทำหน้าที่กระจายข้อมูลนั้นไปในเครือข่ายต่อไป
ข. เป็นรูปแบบที่ เครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในระบบเครือข่าย ทั้งเครื่องที่เป็นผู้ให้บริการ( Server) และ เครื่องที่เป็นผู้ขอใช้บริการ(Client) ทุกเครื่องถูกเชื่อมต่อกันเป็นวงกลม ข้อมูลข่าวสารที่ส่งระหว่างกัน จะไหลวนอยู่ในเครือข่ายไปใน ทิศทางเดียวกัน โดยไม่มีจุดปลายหรือเทอร์มิเนเตอร์เช่นเดียวกับเครือข่ายแบบ BUS ในแต่ละโหนดหรือแต่ละเครื่อง จะมีรีพีตเตอร์ (Repeater) ประจำแต่ละเครื่อง 1 ตัว ซึ่งจะทำหน้าที่เพิ่มเติมข้อมูลที่จำเป็นต่อการติดต่อสื่อสารเข้าในส่วนหัวของแพ็กเกจที่ส่ง และตรวจสอบข้อมูลจากส่วนหัวของ Packet ที่ส่งมาถึง ว่าเป็นข้อมูลของตนหรือไม่ แต่ถ้าไม่ใช่ก็จะปล่อยข้อมูลนั้นไปยัง Repeater ของเครื่องถัดไป
ค. คือ สายรับส่งสัญญาณข้อมูลหลัก ใช้เป็นทางเดินข้อมูลของทุกเครื่องภายในระบบเครือข่าย และจะมีสายแยกย่อยออกไปในแต่ละจุด เพื่อเชื่อมต่อเข้ากับคอมพิวเตอร์เครื่องอื่น ๆ ซึ่งเรียกว่าโหนด (Node) ข้อมูลจากโหนดผู้ส่งจะถูกส่งเข้าสู่สายบัสในรูปของแพ็กเกจ ซึ่งแต่ละแพ็กเกจจะประกอบไปด้วยข้อมูลของผู้ส่งและผู้รับ
ง. ไม่มีข้อถูก
เฉลย ข้อ ก. โทโปโลยีแบบSTAR มีหน้าที่เป็นศูนย์กลางของการเชื่อมต่อสายสัญญาญที่มาจากเครื่องต่าง ๆ ในเครือข่าย และควบคุมเส้นทางการสื่อสาร ทั้งหมด เมื่อมีเครื่องที่ต้องการส่งข้อมูลไปยังเครื่องอื่น ๆ ที่ต้องการในเครือข่าย เครื่องนั้นก็จะต้องส่งข้อมูลมายัง HUB หรือเครื่องศูนย์กลางก่อน แล้ว HUB ก็จะทำหน้าที่กระจายข้อมูลนั้นไปในเครือข่ายต่อไป
5. โทโปโลยีแบบ HIBRID มีการผสมผสานระหว่างระบบอะไรบ้าง
ก. ทั้ง 5 ระบบ
ข. ระบบบัส ระบบริง ระบบสตาร์
ค. ระบบริงกับระบบบัส
ง. ไม่มีข้อถูก
เฉลยข้อ ข เป็นการรวมกันของระบบบัส ระบบริง และระบบสตาร์
1.Topology แบ่งออกเป็นกี่แบบ
ก. 5 แบบ ข. 6 แบบ
ค. 7 แบบ ง. 8 แบบ
เฉลย 5 แบบ ได้แก่ 1.โทโปโลยีแบบบัส (BUS) 2.โทโปโลยีแบบวงแหวน (RING)
3.โทโปโลยีแบบดาว (STAR) 4.โทโปโลยีแบบ Hybrid 5.โทโปโลยีแบบ MESH
2. โทโปโลยีแบบบัส มีข้อดีอย่างไร
ก. ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการวางสายสัญญาณมากนัก สามารถขยาย
ข. สามารถขยายระบบได้ง่าย
ค. เสียค่าใช้จ่ายน้อย
ง. ถูกทุกข้อ
เฉลย ถูกทุกข้อ เพราะโทโปโลยีแบบบัสมีข้อดีคือ ข้อดี
- ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการวางสายสัญญาณมากนัก สามารถขยายระบบได้ง่าย เสียค่าใช้จ่ายน้อย ซึ่งถือว่าระบบบัสนี้เป็นแบบโทโปโลยีที่ได้รับความนิยมใช้กันมากที่สุดมา ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เหตุผลอย่างหนึ่งก็คือสามารถติดตั้งระบบ ดูแลรักษา และติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มเติมได้ง่าย ไม่ต้องใช้เทคนิคที่ยุ่งยากซับซ้อนมาก
3. โทโปโลยีแบบวงแหวนหรือแบบ RING มีข้อดีอย่างไร
ก. ผู้ส่งสามารถส่งข้อมูลไปยังผู้รับได้หลาย ๆ เครื่องพร้อม ๆ กัน โดยกำหนดตำแหน่งปลายทางเหล่านั้นลงในส่วนหัวของแพ็กเกจข้อมูล Repeaterของแต่ละเครื่องจะทำการตรวจสอบเองว่า ข้อมูลที่ส่งมาให้นั้น เป็นตนเองหรือไม่
ข. การส่งผ่านข้อมูลในเครือข่ายแบบ RING จะเป็นไปในทิศทางเดียวจากเครื่องสู่เครื่อง จึงไม่มีการชนกันของสัญญาณ ข้อมูล
ค. คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในเน็ตเวิร์กมีโอกาสที่จะส่งข้อมูลได้อย่างทัดเทียมกัน
ง. ไม่มีข้อถูก
จ. ถูกทั้งข้อ ก ข ค
เฉลย ข้อ จ เพราะโทโปโลยีแบบ RING มีข้อดีคือ- ผู้ส่งสามารถส่งข้อมูลไปยังผู้รับได้หลาย ๆ เครื่องพร้อม ๆ กัน โดยกำหนดตำแหน่งปลายทางเหล่านั้นลงในส่วนหัวของแพ็กเกจข้อมูล Repeaterของแต่ละเครื่องจะทำการตรวจสอบเองว่า ข้อมูลที่ส่งมาให้นั้น เป็นตนเองหรือไม่
- การส่งผ่านข้อมูลในเครือข่ายแบบ RING จะเป็นไปในทิศทางเดียวจากเครื่องสู่เครื่อง จึงไม่มีการชนกันของสัญญาณ ข้อมูลที่ส่งออกไป
- คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในเน็ตเวิร์กมีโอกาสที่จะส่งข้อมูลได้อย่างทัดเทียมกัน
4. โทโปโลยีแบบ STAR มีหน้าที่อย่างไร
ก. เป็นศูนย์กลางของการเชื่อมต่อสายสัญญาญที่มาจากเครื่องต่าง ๆ ในเครือข่าย และควบคุมเส้นทางการสื่อสาร ทั้งหมด เมื่อมีเครื่องที่ต้องการส่งข้อมูลไปยังเครื่องอื่น ๆ ที่ต้องการในเครือข่าย เครื่องนั้นก็จะต้องส่งข้อมูลมายัง HUB หรือเครื่องศูนย์กลางก่อน แล้ว HUB ก็จะทำหน้าที่กระจายข้อมูลนั้นไปในเครือข่ายต่อไป
ข. เป็นรูปแบบที่ เครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในระบบเครือข่าย ทั้งเครื่องที่เป็นผู้ให้บริการ( Server) และ เครื่องที่เป็นผู้ขอใช้บริการ(Client) ทุกเครื่องถูกเชื่อมต่อกันเป็นวงกลม ข้อมูลข่าวสารที่ส่งระหว่างกัน จะไหลวนอยู่ในเครือข่ายไปใน ทิศทางเดียวกัน โดยไม่มีจุดปลายหรือเทอร์มิเนเตอร์เช่นเดียวกับเครือข่ายแบบ BUS ในแต่ละโหนดหรือแต่ละเครื่อง จะมีรีพีตเตอร์ (Repeater) ประจำแต่ละเครื่อง 1 ตัว ซึ่งจะทำหน้าที่เพิ่มเติมข้อมูลที่จำเป็นต่อการติดต่อสื่อสารเข้าในส่วนหัวของแพ็กเกจที่ส่ง และตรวจสอบข้อมูลจากส่วนหัวของ Packet ที่ส่งมาถึง ว่าเป็นข้อมูลของตนหรือไม่ แต่ถ้าไม่ใช่ก็จะปล่อยข้อมูลนั้นไปยัง Repeater ของเครื่องถัดไป
ค. คือ สายรับส่งสัญญาณข้อมูลหลัก ใช้เป็นทางเดินข้อมูลของทุกเครื่องภายในระบบเครือข่าย และจะมีสายแยกย่อยออกไปในแต่ละจุด เพื่อเชื่อมต่อเข้ากับคอมพิวเตอร์เครื่องอื่น ๆ ซึ่งเรียกว่าโหนด (Node) ข้อมูลจากโหนดผู้ส่งจะถูกส่งเข้าสู่สายบัสในรูปของแพ็กเกจ ซึ่งแต่ละแพ็กเกจจะประกอบไปด้วยข้อมูลของผู้ส่งและผู้รับ
ง. ไม่มีข้อถูก
เฉลย ข้อ ก. โทโปโลยีแบบSTAR มีหน้าที่เป็นศูนย์กลางของการเชื่อมต่อสายสัญญาญที่มาจากเครื่องต่าง ๆ ในเครือข่าย และควบคุมเส้นทางการสื่อสาร ทั้งหมด เมื่อมีเครื่องที่ต้องการส่งข้อมูลไปยังเครื่องอื่น ๆ ที่ต้องการในเครือข่าย เครื่องนั้นก็จะต้องส่งข้อมูลมายัง HUB หรือเครื่องศูนย์กลางก่อน แล้ว HUB ก็จะทำหน้าที่กระจายข้อมูลนั้นไปในเครือข่ายต่อไป
5. โทโปโลยีแบบ HIBRID มีการผสมผสานระหว่างระบบอะไรบ้าง
ก. ทั้ง 5 ระบบ
ข. ระบบบัส ระบบริง ระบบสตาร์
ค. ระบบริงกับระบบบัส
ง. ไม่มีข้อถูก
เฉลยข้อ ข เป็นการรวมกันของระบบบัส ระบบริง และระบบสตาร์
ETHERNET
ETHERNET
อัตราความเร็ว 10 Mbpsอัตราความเร็ว 100 Mbps
อัตราความเร็ว 1000 Mbps
อัตราความเร็ว 10 Gbps
บางทีจะเรียกว่า ......... ตามมาตรฐาน IEEE 802.3ซึ่งเรียกว่า Fast Ethernet system ตามมาตรฐาน IEEE 802.3uซึ่งเรียกว่า Gigabit Ethernet system ตามมาตรฐาน IEEE 802.3z/802.3abซึ่งเรืยกว่า Gigabit Ethernet system ตามมาตรฐาน IEEE 802.3aeซึ่งเทคโนโลยีความเร็วดังที่กล่าวมานี้ จะตั้งอยู่บนมาตรฐาน ของ Ethernet แบบเดียวกัน คือ สายที่สามารถใช้ได้ ก็จะเป็นพวกสาย โคแอคเชียล ( Coaxial Cable ) สายแบบ เกลียวคู่ ( Twisted Pair Cable - UTP ) และสายแบบ ใยแก้วนำแสง ( Fiber Optic Cable ) ส่วนโทโปโลยี ที่ใช้ก็จะอยู่ในรูปแบบของ BUS กับ Ring เสียเป็นส่วนใหญ่จากระบบเครือข่ายแบบ Ethernet ที่กล่าวมาทั้งหมด จะมีจุดสำคัญอยู่ที่ ได้นำเอาคุณสมบัติดังที่กล่าวมา มาใช้ มาเชื่อมต่อให้อยู่ในรูปแบบ ที่ต้องการใช้ตามมาตรฐานของ Ethernet ซึ่งจะมีมาตรฐานการเชื่อมต่ออยู่ด้วยกันหลายแบบ มาตรฐานในการเชื่อมต่อ อย่างเช่น 10base2 , 10base5 , 10baseT , 10baseFL , 100baseTX , 100baseT4 และ 100baseFX ซึ่งมาตรฐานรูปแบบนี้ จะขึ้นอยู่กับ ความเร็วในการรับส่งข้อมูล อุปกรณ์ที่ใช้ และ ระยะทางที่สามารถส่งได้ อย่างเช่น 10base2 เป็นมาตรฐานที่ใช้ความเร็ว 10 Mbps ใช้สายแบบ Coaxial แบบบางหรือ เรียกว่า thin Ethernet รูปแบบการเชื่อมต่อ (Topology) เป็นแบบ BUS ระยะทางในการรับส่งข้อมูลประมาณ 185-200 เมตร เป็นต้นETHERNETมาตรฐาน การเชื่อมต่ออัตราความเร็ว การรับส่งข้อมูลระยะความยาว ในการรับส่งข้อมูลTopology ที่ใช้สายที่ใช้ Cableชื่อเรียก10base210 Mbps185 - 200 เมตรBUSThin CoaxialThin Ethernet หรือ Cheapernet10base510 Mbps500 เมตรThick CoaxialThick Ethernet10baseT10 Mbps100 เมตรSTARTwisted Pair (UTP)10baseF10 Mbps2000 เมตรFiber
Optic100baseT100 Mbps......... เมตรTwisted Pair (UTP)Fast Ethernet
รูปแบบของการเชื่อมโยงเครือข่าย หรือโทโปโลยี (LAN Topology)
โทโปโลยี
คือลักษณะทางกายภาพ (ภายนอก) ของระบบเครือข่าย ซึ่งหมายถึง ลักษณะของการเชื่อมโยงสายสื่อสารเข้ากับอุปกรณ์ อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องคอมพิวเตอร์ ภายในเครือข่ายด้วยกันนั่นเอง โทโปโลยีของเครือข่าย LAN แต่ละแบบมีความเหมาะสมในการใช้งาน แตกต่างกันออกไป การนำไปใช้จึงมีความจำเป็นที่เราจะต้องทำการศึกษาลักษณะและคุณสมบัติ ข้อดีและข้อเสียของโทโปโลยีแต่ละแบบ เพื่อนำไปใช้ในการออกแบบพิจารณาเครือข่าย ให้เหมาะสมกับการใช้งาน รูปแบบของโทโปโลยี ของเครือข่ายหลัก ๆ มีดังต่อไปนี้1.โทโปโลยีแบบบัส (BUS) เป็นรูปแบบที่ เครื่องคอมพิวเตอร์จะถูกเชื่อมต่อกันโดยผ่ายสายสัญญาณแกนหลัก ที่เรียกว่า BUS หรือ แบ็คโบน (Backbone) คือ สายรับส่งสัญญาณข้อมูลหลัก ใช้เป็นทางเดินข้อมูลของทุกเครื่องภายในระบบเครือข่าย และจะมีสายแยกย่อยออกไปในแต่ละจุด เพื่อเชื่อมต่อเข้ากับคอมพิวเตอร์เครื่องอื่น ๆ ซึ่งเรียกว่าโหนด (Node) ข้อมูลจากโหนดผู้ส่งจะถูกส่งเข้าสู่สายบัสในรูปของแพ็กเกจ ซึ่งแต่ละแพ็กเกจจะประกอบไปด้วยข้อมูลของผู้ส่ง, ผู้รับ และข้อมูลที่จะส่ง การสื่อสารภายในสายบัสจะเป็นแบบ 2 ทิศทางแยกไปยังปลายทั้ง 2 ด้านของ บัส โดยตรงปลายทั้ง 2 ด้านของบัส จะมีเทอร์มิเนเตอร์ (Terminator) ทำหน้าที่ลบล้างสัญญาณที่ส่งมาถึง เพื่อป้องกันไม่ให้สัญญาณข้อมูลนั้นสะท้อนกลับ เข้ามายังบัสอีก เพื่อเป็นการป้องกันการชนกันของข้อมูลอื่น ๆ ที่เดินทางอยู่บนบัสในขณะนั้น
สัญญาณข้อมูลจากโหนดผู้ส่งเมื่อเข้าสู่บัส ข้อมูลจะไหลผ่านไปยังปลายทั้ง 2 ด้านของบัส แต่ละโหนดที่เชื่อมต่อเข้ากับบัส จะคอยตรวจดูว่า ตำแหน่งปลายทางที่มากับแพ็กเกจข้อมูลนั้นตรงกับตำแหน่งของตนหรือไม่ ถ้าตรง ก็จะรับข้อมูลนั้นเข้ามาสู่โหนด ตน แต่ถ้าไม่ใช่ ก็จะปล่อยให้สัญญาณข้อมูลนั้นผ่านไป จะเห็นว่าทุก ๆ โหนดภายในเครือข่ายแบบ BUS นั้นสามารถรับรู้สัญญาณข้อมูลได้ แต่จะมีเพียงโหนดปลายทางเพียงโหนดเดียวเท่านั้นที่จะรับข้อมูลนั้นไปได้
ข้อดี
- ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการวางสายสัญญาณมากนัก สามารถขยายระบบได้ง่าย เสียค่าใช้จ่ายน้อย ซึ่งถือว่าระบบบัสนี้เป็นแบบโทโปโลยีที่ได้รับความนิยมใช้กันมากที่สุดมา ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เหตุผลอย่างหนึ่งก็คือสามารถติดตั้งระบบ ดูแลรักษา และติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มเติมได้ง่าย ไม่ต้องใช้เทคนิคที่ยุ่งยากซับซ้อนมากนัก
ข้อเสีย
- อาจเกิดข้อผิดพลาดง่าย เนื่องจากทุกเครื่องคอมพิวเตอร์ ต่อยู่บนสายสัญญาณเพียงเส้นเดียว ดังนั้นหากมี สัญญาณขาดที่ตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่ง ก็จะทำให้เครื่องบางเครื่อง หรือทั้งหมดในระบบไม่สามารถใช้งานได้ตามไปด้วย
- การตรวจหาโหนดเสีย ทำได้ยาก เนื่องจากขณะใดขณะหนึ่ง จะมีคอมพิวเตอร์เพียงเครื่องเดียวเท่านั้น ที่สามารถส่งข้อความ ออกมาบนสายสัญญาณ ดังนั้นถ้ามีเครื่องคอมพิวเตอร์จำนวนมากๆ อาจทำให้เกิดการคับคั่งของเน็ตเวิร์ค ซึ่งจะทำให้ระบบช้าลงได้
2.โทโปโลยีแบบวงแหวน (RING) เป็นรูปแบบที่ เครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในระบบเครือข่าย ทั้งเครื่องที่เป็นผู้ให้บริการ( Server) และ เครื่องที่เป็นผู้ขอใช้บริการ(Client) ทุกเครื่องถูกเชื่อมต่อกันเป็นวงกลม ข้อมูลข่าวสารที่ส่งระหว่างกัน จะไหลวนอยู่ในเครือข่ายไปใน ทิศทางเดียวกัน โดยไม่มีจุดปลายหรือเทอร์มิเนเตอร์เช่นเดียวกับเครือข่ายแบบ BUS ในแต่ละโหนดหรือแต่ละเครื่อง จะมีรีพีตเตอร์ (Repeater) ประจำแต่ละเครื่อง 1 ตัว ซึ่งจะทำหน้าที่เพิ่มเติมข้อมูลที่จำเป็นต่อการติดต่อสื่อสารเข้าในส่วนหัวของแพ็กเกจที่ส่ง และตรวจสอบข้อมูลจากส่วนหัวของ Packet ที่ส่งมาถึง ว่าเป็นข้อมูลของตนหรือไม่ แต่ถ้าไม่ใช่ก็จะปล่อยข้อมูลนั้นไปยัง Repeater ของเครื่องถัดไป
ข้อดี
- ผู้ส่งสามารถส่งข้อมูลไปยังผู้รับได้หลาย ๆ เครื่องพร้อม ๆ กัน โดยกำหนดตำแหน่งปลายทางเหล่านั้นลงในส่วนหัวของแพ็กเกจข้อมูล Repeaterของแต่ละเครื่องจะทำการตรวจสอบเองว่า ข้อมูลที่ส่งมาให้นั้น เป็นตนเองหรือไม่
- การส่งผ่านข้อมูลในเครือข่ายแบบ RING จะเป็นไปในทิศทางเดียวจากเครื่องสู่เครื่อง จึงไม่มีการชนกันของสัญญาณ ข้อมูลที่ส่งออกไป
- คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในเน็ตเวิร์กมีโอกาสที่จะส่งข้อมูลได้อย่างทัดเทียมกัน
ข้อเสีย
- ถ้ามีเครื่องใดเครื่องหนึ่งในเครือข่ายเสียหาย ข้อมูลจะไม่สามารถส่งผ่านไปยังเครื่องต่อ ๆ ไปได้ และจะทำให้เครือข่ายทั้งเครือข่าย หยุดชะงักได้
- ขณะที่ข้อมูลถูกส่งผ่านแต่ละเครื่อง เวลาส่วนหนึ่งจะสูญเสียไปกับการที่ทุก ๆ Repeater จะต้องทำการตรวจสอบตำแหน่งปลายทางของข้อมูลนั้น ๆ ทุก ข้อมูลที่ส่งผ่านมาถึง
3.โทโปโลยีแบบดาว (STAR) เป็นรูปแบบที่ เครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องที่เชื่อมต่อเข้าด้วยกันในเครือข่าย จะต้องเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ตัวกลางตัวหนึ่งที่เรียกว่า ฮับ (HUB) หรือเครื่อง ๆ หนึ่ง ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของการเชื่อมต่อสายสัญญาญที่มาจากเครื่องต่าง ๆ ในเครือข่าย และควบคุมเส้นทางการสื่อสาร ทั้งหมด เมื่อมีเครื่องที่ต้องการส่งข้อมูลไปยังเครื่องอื่น ๆ ที่ต้องการในเครือข่าย เครื่องนั้นก็จะต้องส่งข้อมูลมายัง HUB หรือเครื่องศูนย์กลางก่อน แล้ว HUB ก็จะทำหน้าที่กระจายข้อมูลนั้นไปในเครือข่ายต่อไป
ข้อดี
- การติดตั้งเครือข่ายและการดูแลรักษาทำ ได้ง่าย หากมีเครื่องใดเกิดความเสียหาย ก็สามารถตรวจสอบได้ง่าย และศูนย์ กลางสามารถตัดเครื่องที่เสียหายนั้นออกจากการสื่อสาร ในเครือข่ายได้เลย โดยไม่มีผลกระทบกับระบบเครือข่าย
ข้อเสีย
- เสียค่าใช้จ่ายมาก ทั้งในด้านของเครื่องที่จะใช้เป็น เครื่องศูนย์กลาง หรือตัว HUB เอง และค่าใช้จ่ายในการติดตั้งสายเคเบิลในเครื่องอื่น ๆ ทุกเครื่อง การขยายระบบให้ใหญ่ขึ้นทำได้ยาก เพราะการขยายแต่ละครั้ง จะต้องเกี่ยวเนื่องกับเครื่องอื่นๆ ทั้งระบบ
4.โทโปโลยีแบบ Hybrid เป็นรูปแบบใหม่ ที่เกิดจากการผสมผสานกันของโทโปโลยีแบบ STAR , BUS , RING เข้าด้วยกัน เพื่อเป็นการลดข้อเสียของรูปแบบที่กล่าวมา และเพิ่มข้อดี ขึ้นมา มักจะนำมาใช้กับระบบ WAN (Wide Area Network) มาก ซึ่งการเชื่อมต่อกันของแต่ละรูปแบบนั้น ต้องใช้ตัวเชื่อมสัญญาญเข้ามาเป็นตัวเชื่อม ตัวนั้นก็คือ Router เป็นตัวเชื่อมการติดต่อกัน
5.โทโปโลยีแบบ MESH เป็นรูปแบบที่ถือว่า สามารถป้องกันการผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้นกับระบบได้ดีที่สุด เป็นรูปแบบที่ใช้วิธีการเดินสายของแต่เครื่อง ไปเชื่อมการติดต่อกับทุกเครื่องในระบบเครือข่าย คือเครื่องทุกเครื่องในระบบเครือข่ายนี้ ต้องมีสายไปเชื่อมกับทุก ๆ เครื่อง ระบบนี้ยากต่อการเดินสายและมีราคาแพง จึงมีค่อยมีผู้นิยมมากนัก
ประเภทของระบบเครือข่าย Lan ซึ่งแบ่งตามลักษณะการทำงาน
ในการแบ่งรูปแบบการเชื่อมต่อระบบเครือข่าย Lan นั้น สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ ได้แก่การเชื่อมต่อแบบ Peer - To - Peer และแบบ Client / Server
1. แบบ Peer - to - Peer เป็นการเชื่อมต่อเครื่องคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกัน โดยเครื่องคอมพิวเตอร์ แต่ละเครื่อง จะสามารถแบ่งทรัพยากรต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นไฟล์หรือเครื่องพิมพ์ซึ่งกันและกันภายในเครือข่ายได้ เครื่องแต่ละเครื่องจะทำงานในลักษณะทีทัดเทียมกัน ไม่มีเครื่องใดเครื่องเครื่องหนึ่งเป็นเครื่องหลักเหมือนแบบ Client / Server แต่ก็ยังคงคุณสมบัติพื้นฐานของระบบเครือข่ายไว้เหมือนเดิม การเชื่อต่อแบบนี้มักทำในระบบที่มีขนาดเล็กๆ เช่น หน่วยงานขนาดเล็กที่มีเครื่องใช้ไม่เกิน 10 เครื่อง การเชื่อมต่อแบบนี้มีจุดอ่อนในเรื่องของระบบรักษาความปลอดภัย แต่ถ้าเป็นเครือข่ายขนาดเล็ก และเป็นงานที่ไม่มีข้อมูลที่เป็นความลับมากนัก เครือข่ายแบบนี้ ก็เป็นรูปแบบที่น่าเลือกนำมาใช้ได้เป็นอย่างดี
2. แบบ client-server เป็นระบบที่มีเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องมีฐานะการทำงานที่เหมือน ๆ กัน เท่าเทียมกันภายในระบบ เครือข่าย แต่จะมีเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่ง ที่ทำหน้าที่เป็นเครื่อง Server ที่ทำหน้าที่ให้บริการทรัพยากรต่าง ๆ ให้กับ เครื่อง Client หรือเครื่องที่ขอใช้บริการ ซึ่งอาจจะต้องเป็นเครื่องที่มีประสิทธิภาพที่ค่อนข้างสูง ถึงจะทำให้การให้บริการมีประสิทธิภาพตามไปด้วย ข้อดีของระบบเครือข่าย Client - Server เป็นระบบที่มีการรักษาความปลอดภัยสูงกว่า ระบบแบบ Peer To Peer เพราะว่าการจัดการในด้านรักษาความปลอดภัยนั้น จะทำกันบนเครื่อง Server เพียงเครื่องเดียว ทำให้ดูแลรักษาง่าย และสะดวก มีการกำหนดสิทธิการเข้าใช้ทรัพยากรต่าง ๆให้กับเครื่องผู้ขอใช้บริการ หรือเครื่อง Client
ประเภทของระบบเครือข่ายมีอีกรูปแบบหนึ่งที่กำลังเป็นที่นิยมใช้กันในปัจจุบัน ก็คือ การเชื่อมต่อแลนแบบไร้สาย Wireless Lan แลนไร้สาย WLAN เป็นเทคโนโลยีที่นำมาใช้ได้อย่างกว้างขวาง เหมาะที่จะใช้ได้ทั้งเครื่องพีซีตั้งโต๊ะธรรมดา และเครื่อง NoteBook ซึ่งการส่งสัญญาณติดต่อกันนั้น จะใช้สัญญาณวิทยุเป็นพาหะ ดังนั้นความเร็วในการส่งข้อมูลก็จำเป็นต้องขึ้นอยู่กับระยะทาง ระยะทางยิ่งไกล ความเร็วในการส่งข้อมูลก็ทำให้ช้าลงไปด้วย แลนไร้สายเหมาะที่จะนำมาใช้กับงานที่ต้องการความคล่องตัวในการปฏิบัติงาน อย่างเช่นพวก เครื่อง NoteBook เพียงแต่มีอินเตอร็เฟสแลนแบบไร้สาย ก็สามารถเคลื่อนที่ไปที่ใดก็ได้ภายในของเขตของระยะทางที่กำหนด อย่างเช่นภายในตึกได้ทั่วตึกเลยที่เดียว จุดเด่น ๆ ของ Wireless Lan มีดังนี้
- การเคลื่อนที่ทำได้สะดวก สามารถใช้ระบบแลนจากที่ใดก็ได้ และสามารถเข้าถึงข้อมูลได้แบบ Real Time ได้อีกด้วย
- การติดตั้งใช้งานง่าย และรวดเร็ว ไม่ต้องเดินสายสัญญาณให้ยุ่งยาก
- การติดตั้งและการขยายระบบ ทำได้อย่างกว้างขวาง เพราะสามารถขยายไปติดตั้งใช้งาน ในพื้นที่ ที่สายสัญญาณเข้าไม่ถึง
- เสียค่าใช้จ่ายลดน้อยลง เพราะว่าในปัจจุบันการส่งสัญญาณของ Wireless Lan ทำได้ไกลมากยิ่งขึ้น สามารถส่งได้ไกลกว่า 10 กม. ทำให้ลดค่าใช้จ่ายในส่วนของการเช้าสายสัญญาณลงไปได้เป็นอย่างมาก
- มีความยืดหยุ่นในการใช้งานและการติดตั้ง สามารถปรับแต่งระบบให้ใช้ได้กับทุก Topology เลยทีเดียว การปรับแต่งทำได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นการติดตั้งเครือข่าย การติดตั้ง Application ต่าง ทำได้โดยง่าย
มาตราฐานของ Wireless Lan นั้นตามมาตรฐานสากล 802.11 มีอัตราการส่งสัญญาณข้อมูลได้สูงสุด 11 เมกะบิตต่อวินาที ระยะทางการรับส่งสัญญาณขึ้นอยู่กับผู้ผลิตว่าออกแบบมาอย่างไร ถ้าเป็นการใช้ภายในอาคารสถานที่ ก็จะใช้สายอากาศแบบทุกทิศทาง จะได้ระยะทางประมาณ 50 เมตร แต่ถ้าเป็นการใช้กันแบบจุดต่อจุดหรือนอกสถานที่ ก็จะมีการออกแบบให้ใช้สายอากาศแบบกำหนดทิศทาง ให้ได้ระยะทางมากกว่า 10 กม.ได้
Lan Protocol - Ethernet
Ethernet เป็นโปรโตคอลของระบบ lan ตามมาตราฐานหนึ่งของ IEEE ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 3 มาตรฐานหลัก ๆ คือ ARCnet , Token Ring และ Ethernet ซึ่งคุณสมบัติ ข้อกำหนด ขีดจำกัด ลักษณะการใช้งาน อุปกรณ์ที่ใช้ และ การใช้ Topology ก็จะแตกต่างกันออกไป ดังแสดงตามตารางดังนี้
มาตรฐาน
ความเร็วการรับส่งข้อมูล
ชนิดของสายสัญญาณ
รูปแบบของ Topology
ARCnet
2.5 Mbps
Coaxial , UTP
Star , Bus
Token Ring
4 หรือ 16 Mbps
UTP , STP
Ring , Star
Ethernet
10 Mbps
Coaxial , UTP
Bus , Star
ซึ่งในที่นี้เราจะกล่าวถึงเฉพาะโปรโตคอล Ethernet เท่านั้น ซึ่งโปรโตคอลของ Ethernet นี้ จะอยู่ในมาตรฐานของ IEEE 802.3 โดยได้รับการออกแบบโดย Xerox ในปี 1970 เป็นเทคโนโลยีในการรับส่งข้อมูลด้วยความเร็ว 10 Mbps แต่ในในปัจจุบันนี้ได้มีเทคโนโลยีความเร็วที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเรียกว่า Fast Ethernet และ Gigabit Ethernet ดังนี้
ETHERNET
อัตราความเร็ว 10 Mbps
อัตราความเร็ว 100 Mbps
อัตราความเร็ว 1000 Mbps
อัตราความเร็ว 10 Gbps
บางทีจะเรียกว่า ......... ตามมาตรฐาน IEEE 802.3
ซึ่งเรียกว่า Fast Ethernet system ตามมาตรฐาน IEEE 802.3u
ซึ่งเรียกว่า Gigabit Ethernet system ตามมาตรฐาน IEEE 802.3z/802.3ab
ซึ่งเรืยกว่า Gigabit Ethernet system ตามมาตรฐาน IEEE 802.3ae
ซึ่งเทคโนโลยีความเร็วดังที่กล่าวมานี้ จะตั้งอยู่บนมาตรฐาน ของ Ethernet แบบเดียวกัน คือ สายที่สามารถใช้ได้ ก็จะเป็นพวกสาย โคแอคเชียล ( Coaxial Cable ) สายแบบ เกลียวคู่ ( Twisted Pair Cable - UTP ) และสายแบบ ใยแก้วนำแสง ( Fiber Optic Cable ) ส่วนโทโปโลยี ที่ใช้ก็จะอยู่ในรูปแบบของ BUS กับ Ring เสียเป็นส่วนใหญ่
จากระบบเครือข่ายแบบ Ethernet ที่กล่าวมาทั้งหมด จะมีจุดสำคัญอยู่ที่ ได้นำเอาคุณสมบัติดังที่กล่าวมา มาใช้ มาเชื่อมต่อให้อยู่ในรูปแบบ ที่ต้องการใช้ตามมาตรฐานของ Ethernet ซึ่งจะมีมาตรฐานการเชื่อมต่ออยู่ด้วยกันหลายแบบ มาตรฐานในการเชื่อมต่อ อย่างเช่น 10base2 , 10base5 , 10baseT , 10baseFL , 100baseTX , 100baseT4 และ 100baseFX ซึ่งมาตรฐานรูปแบบนี้ จะขึ้นอยู่กับ ความเร็วในการรับส่งข้อมูล อุปกรณ์ที่ใช้ และ ระยะทางที่สามารถส่งได้ อย่างเช่น 10base2 เป็นมาตรฐานที่ใช้ความเร็ว 10 Mbps ใช้สายแบบ Coaxial แบบบางหรือ เรียกว่า thin Ethernet รูปแบบการเชื่อมต่อ (Topology) เป็นแบบ BUS ระยะทางในการรับส่งข้อมูลประมาณ 185-200 เมตร เป็นต้น
ETHERNET
มาตรฐาน การเชื่อมต่อ
อัตราความเร็ว การรับส่งข้อมูล
ระยะความยาว ในการรับส่งข้อมูล
Topology ที่ใช้
สายที่ใช้ Cable
ชื่อเรียก
10base2
10 Mbps
185 - 200 เมตร
BUS
Thin Coaxial
Thin Ethernet หรือ Cheapernet
10base5
10 Mbps
500 เมตร
Thick Coaxial
Thick Ethernet
10baseT
10 Mbps
100 เมตร
STAR
Twisted Pair (UTP)
10baseF
10 Mbps
2000 เมตร
Fiber Optic
100baseT
100 Mbps
......... เมตร
Twisted Pair (UTP)
Fast Ethernet
วันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552
ระบบเครือข่าย
ระบบเครือข่าย
เครือข่ายคอมพิวเตอร์ หรือ คอมพิวเตอร์เน็ตเวิร์ก (computer network) คือ ระบบการสื่อสารระหว่างคอมพิวเตอร์จำนวนตั้งแต่สองเครื่องขึ้นไปการที่ระบบเครือข่ายมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในปัจจุบัน เพราะมีการใช้งานคอมพิวเตอร์อย่างแพร่หลาย จึงเกิดความต้องการที่จะเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์เหล่านั้นถึงกัน เพื่อเพิ่มความสามารถของระบบให้สูงขึ้น และลดต้นทุนของระบบโดยรวมลงการโอนย้ายข้อมูลระหว่างกันในเครือข่าย ทำให้ระบบมีขีดความสามารถเพิ่มมากขึ้น การแบ่งการใช้ทรัพยากร เช่น หน่วยประมวลผล, หน่วยความจำ, หน่วยจัดเก็บข้อมูล, โปรแกรมคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่มีราคาแพงและไม่สามารถจัดหามาให้ทุกคนได้ เช่น เครื่องพิมพ์ เครื่องกราดภาพ (scanner) ทำให้ลดต้นทุนของระบบลงได้[แก้] ชนิดของเครือข่ายเครือข่าย เป็นการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ตั้งแต่ 2 เครื่องขึ้นไปเข้าด้วยกัน เพื่อสะดวกต่อการร่วมใช้ข้อมูล, โปรแกรม หรือเครื่องพิมพ์ และยังสามารถอำนวยความสะดวกในการติดต่อแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างเครื่องได้ตลอดเวลา ระบบเครือข่ายจะถูกแบ่งออกตามขนาดของเครือข่าย ซึ่งปัจจุบันเครือข่ายที่รู้จักกันดีมีอยู่ 3 แบบ ได้แก่เครือข่ายภายใน หรือ แลน (Local Area Network: LAN) เป็นเครือข่ายที่ใช้ในการ เชื่อมโยงกันในพื้นที่ใกล้เคียงกัน เช่นอยู่ในห้อง หรือภายในอาคารเดียวกันเครือข่ายวงกว้าง หรือ แวน (Wide Area Network: WAN) เป็นเครือข่ายที่ใช้ในการ เชื่อมโยงกัน ในระยะทางที่ห่างไกล อาจจะเป็น กิโลเมตร หรือ หลาย ๆ กิโลเมตรเครือข่ายงานบริเวณนครหลวง หรือ แมน (Metropolitan area network : MAN)และยังมีอีกสองเครือข่ายที่ยังมีเพิ่มเติมอีกคือเครือข่ายของการติดต่อระหว่างไมโครคอนโทรลเลอร์ หรือ แคน (Controller area network) : CAN) เป็นเครือข่ายที่ใช้ติดต่อกันระหว่างไมโครคอนโทรลเลอร์ (Micro Controller unit: MCU)เครือข่ายส่วนบุคคล หรือ แพน (Personal area network) : PAN) เป็นเครือข่ายไร้สายอุปกรณ์ในระบบระบบเครือข่ายฮับ หรือ รีพีทเตอร์ (Hub, Repeater) เป็นอุปกรณ์ที่ทวน และขยายสัญญาณ เพื่อส่งต่อไปยังอุปกรณ์อื่น ให้ได้ระยะทางที่ยาวไกลขึ้น ไม่มีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลก่อนและหลัง การรับ-ส่ง และไม่มีการใช้ซอฟท์แวร์ใดๆ มาเกี่ยวข้องกับอุปกรณ์ชนิดนี้ การติดตั้งจึงทำได้ง่าย ข้อเสียคือ ความเร็วในการส่งข้อมูล จะเฉลี่ยลดลงเท่ากันทุกเครื่อง เมื่อมีคอมพิวเตอร์มาเชื่อมต่อมากขึ้นสวิทช์ หรือ บริดจ์ (Switch, Bridge) เป็นอุปกรณ์สำหรับเชื่อมต่อ เครือข่ายท้องถิ่น หรือ แลน (LAN) ประเภทเดียวกัน ใช้โปรโตคอลเดียวกัน สองวงเข้าด้วยกัน เช่น ใช้เชื่อมต่อ อีเธอร์เน็ตแลน (Ethernet LAN) หรือ โทเคนริงก์แลน (Token Ring LAN) ทั้งนี้ สวิทช์ หรือ บริดจ์ จะมีความสามารถในการเชื่อมต่อ ฮาร์ดแวร์ และตรวจสอบข้อผิดพลาด ของการส่งข้อมูลได้ด้วย ความเร็วในการส่งข้อมูล ก็มิได้ลดลง และติดตั้งง่ายเร้าเตอร์ (Router) เป็นอุปกรณ์ที่ทำงานคล้ายสวิทช์ แต่จะสามารถเชื่อมต่อระบบที่ใช้สื่อหรือสายสัญญาณต่างชนิดกันได้ เช่น เชื่อมต่ออีเธอร์เน็ตแลน (Ethernet LAN)ที่ส่งข้อมูลแบบยูทีพี (UTP:Unshield Twisted Pair) เข้ากับอีเธอร์เน็ตอีกเครือข่าย แต่ใช้สายแบบโคแอ็กเชียล(Coaxial cable) ได้ นอกจากนี้ยังช่วยเลือกหรือกำหนดเส้นทางที่จะส่งข้อมูลผ่าน และแปลงข้อมูลให้เหมาะสมกับการนำส่ง แน่นอนว่าการติดตั้งย่อมยุ่งยากมากขึ้นเกทเวย์ (Gateway) เป็นอุปกรณ์ที่มีความสามารถสูงสุด ในการเชื่อมต่อเครือข่ายต่างๆ เข้าด้วยกัน โดยไม่มีขีดจำกัด ทั้งระหว่างเครือข่ายต่างระบบ หรือแม้กระทั่งโปรโตคอล จะแตกต่างกันออกไป เกทเวย์ จะแปลงโปรโตคอล ให้เหมาะสมกับอุปกรณ์ที่ต่างชนิดกัน จัดเป็นอุปกรณ์ที่มีราคาแพง และติดตั้งใช้งานยุ่งยาก เกตเวย์บางตัว จะรวมคุณสมบัติในการเป็น เร้าเตอร์ ด้วยในตัว หรือแม้กระทั่ง อาจรวมเอาฟังก์ชั่นการทำงาน ด้านการรักษาความปลอดภัย ที่เรียกว่า ไฟร์วอลล์ (Firewall) เข้าไว้ด้วยกันตัวอย่างเทคโนโลยีกับระบบเครือข่ายโฮมเน็ตเวิร์ก โทรศัพท์ผ่านอินเตอร์เน็ต การเรียนการสอนทางไกล: Tele-Education ฯลฯโฮมเน็ตเวิร์ก โฮมเน็ตเวิร์ก เป็นการเชื่อมต่ออุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกชิ้น ภายในบ้านไม่ว่าจะเป็น ทีวี วิทยุ เครื่องซักผ้า ตู้เย็น เตาไมโครเวฟ หรือ เครื่องทำน้ำอุ่น ให้เป็นระบบเครือข่ายหลายคนอาจสงสัยว่า แล้วทำไมถึงมีอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าเหล่านั้น มาเกี่ยวด้วย เพราะดูแล้วมันไม่น่าจะนำมาต่อ เป็นเครือข่ายเข้ากับคอมพิวเตอร์ได้เลยแนวคิดโฮมเน็ตเวิร์ก คือ การทำให้อุปกรณ์ทุกชิ้นภายในบ้าน สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกันได้ และสามารถรับคำสั่งจากระยะไกลได้ โดยมีคอมพิวเตอร์เป็นศูนย์กลาง พูดง่ายๆก็คือ ความพยายามที่จะทำให้เครื่องใช้ทุกอย่างในบ้านมีความฉลาด ซึ่งจะช่วยและอำนวยความสะดวกสบายให้กับผู้ใช้มากที่สุด ขอยกตัวอย่างเพื่อช่วยในการนึกภาพ ของโฮมเน็ตเวิร์กได้ชัดขึ้น เช่น ก้าวแรกที่คุณลุกขึ้นจากเตียงนอน ทันทีเจ้าวิทยุคู่ใจ ก็เริ่มบรรเลงเพลงโปรด ระหว่างที่คุณกำลังมีความสุข อยู่กับการแช่น้ำอุ่นๆ จากเครื่องทำน้ำอุ่น ในอ่างอาบน้ำ ที่เตรียมไว้พร้อมสรรพ ตู้เย็นก็จัดการส่งขนมปัง ไข่ และไส้กรอกไปยังเตาไมโครเวฟ เพื่อปรุงไว้พร้อมเสริฟในครัว แค่นี้ก็ทำให้การเริ่มวันใหม่ของคุณ เป็นไปอย่างราบรื่นและไม่ต้องรีบเร่ง ฟังดูอาจเกินจริงไปบ้าง แต่ขอบอกว่าสิ่งเหล่านี้ เป็นแนวคิดของโฮมเน็ตเวิร์กนั่นเองหากต้องทำให้อุปกรณ์ทุกอย่างที่อยู่ในบ้านเชื่อมต่อเป็นระบบเดียวกัน จำเป็นต้องมีมาตรฐานมารองรับเพื่อให้ผู้ผลิตต่างๆ ผลิตสินค้าของตนให้สามารถเชื่อมต่อกับสินค้ายี่ห้ออื่นๆ ในตลาดได้ ซึ่งมาตรฐานที่ใช้สำหรับโฮมเน็ตเวิร์กที่มีอยู่ในปัจจุบันมีดังนี้มาตรฐานเครือข่ายไร้สาย IEEE 802.11มาตรฐาน Bluetoothมาตรฐาน SWAP 1.0มาตรฐาน X10มาตรฐาน IEEE1394 หรือ FireWireมาตรฐาน HomePNA (Home Phoneline Networking Associationมาตรฐาน SSEQจากมาตรฐานของโฮมเน็ตเวิร์กข้างต้น สามารถแบ่งประเภทของโฮมเน็ตเวิร์ก ได้สองประเภทใหญ่ๆ คือ แบบมีสาย(Wired Homenetwork) และแบบไร้สาย (Wireless Homenetwork)โทรศัพท์ผ่านอินเทอร์เน็ต ผลจากการพัฒนาเทคโนโลยีบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่ไม่หยุดนิ่ง ทำให้ทุกวันนี้มีบริการไฮเทคเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก ให้ผู้คนได้เลือกใช้ตามความต้องการ และหนึ่งในนั้นก็คือ บริการโทรศัพท์ผ่านอินเทอร์เน็ต ที่มีการเรียกชื่อที่ต่างกันออกไปไม่ว่าจะเป็น Internet Telephone, Net Phone, Voice over Internet Protocal, Voice over IP, VoIP หรือ Web Phone ซึ่งล้วนแต่หมายถึง บริการที่ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ ในการสื่อสารพูดคุย แทนเครื่องโทรศัพท์ผ่านทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ตบริการโทรศัพท์ผ่านอินเทอร์เน็ตสามารถทำได้หลายวิธีดังนี้PC-to-PC วิธีนี้ผู้ใช้ต้องมีเครื่องคอมพิวเตอร์ทั้งต้นทาง-ปลายทาง และต้องลงโปรแกรมเดียวกัน หรือโปรแกรมที่สามารถใช้งานร่วมกันได้ ซึ่งเป็นวิธีสื่อสาร ที่ไม่ต้องเสียค่าบริการโทรศัพท์แต่อย่างใดPC-to-Phone เป็นรูปแบบที่ใช้ได้ กับผู้ใช้ต้นทางที่มีเครื่องคอมพิวเตอร์ และโปรแกรมโทรศัพท์ โดยผู้รับปลายทางใช้เครื่องโทรศัพท์ธรรมดา วิธีนี้จำเป็นต้องมีผู้ที่ให้บริการ เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต เข้ากับเครือข่ายโทรศัพท์ท้องถิ่น (Internet Telephone Service Provider หรือ ITSP) โดยผู้ใช้ต้องเสียค่าบริการ ตามเวลาที่ใช้จริงPhone-to-PC วิธีนี้ใช้หลักการเดียวกับแบบPC-to-Phone แต่เปลี่ยนเป็นต้นทางเป็นโทรศัพท์ธรรมดา ในขณะที่ปลายทางเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ และโปรแกรมโทรศัพท์แทน ซึ่งผู้ใช้ต้องเสียค่าบริการ ตามเวลาที่ใช้จริงเช่นกันPhone-to-Phone เป็นวิธีที่ทั้งต้นทาง และปลายทางต้องมี ITSP ซึ่งทำให้มีค่าบริการสูงกว่าวิธีอื่นๆ แต่ก็เป็นวิธีที่ง่าย และคุ้นเคยกับการใช้งานที่สุด อุปกรณ์เสริมที่จำเป็น สำหรับบริการโทรศัพท์ผ่านอินเทอร์เน็ต ที่ผู้ใช้ต้องซื้อหาเพิ่มเติม จากเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เรามีอยู่แล้ว ก็คือ ซาว์ดการ์ด ลำโพง ไมโครโฟน หูฟัง หรือหูฟังพร้อมไมโครโฟน เอียร์คลิป แฮนด์เซท กล้องวิดีโอ และอุปกรณ์สลับสายระหว่างลำโพงกับเฮดเซทสิ่งที่น่าจะเป็นแรงจูงใจให้ผู้คน หันมาใช้บริการโทรศัพท์ผ่านอินเทอร์เน็ต เห็นจะได้แก่ อัตราค่าบริการที่ถูกกว่า เมื่อเทียบกับการโทรทางไกล ผ่านโทรศัพท์ธรรมดา โดยผู้ใช้จะเสียเฉพาะค่าโทรศัพท์ ในอัตราแบบ โทรภายในพื้นที่เท่านั้น เพราะการโทรทางไกล จะเรียกผ่าน ทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ตแทน ซึ่งช่วยผู้ใช้ประหยัดเงิน ในกระเป๋าได้มากทีเดียวการเรียนการสอนทางไกล ระบบการศึกษานอกโรงเรียน เป็นสิ่งที่มีบทบาทสำคัญ และจำเป็นอย่างมากในประเทศกำลังพัฒนา การกระจายเครือข่าย เพื่อสนับสนุนการศึกษา ด้วยรูปแบบการเรียนการสอน และสื่อการสอนที่มีประสิทธิภาพ กำลังได้รับการยอมรับมากที่สุด จากสถาบันการศึกษาคือ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีของอินเทอร์เน็ต ที่ในรูปของ Tele-Education หรือการเรียนการสอนทางไกลความรวดเร็วของในการสื่อสารผ่านอินเทอร์เน็ต ช่วยลดข้อจำกัดในการศึกษานอกสถานที่ เพราะไม่ว่าผู้เรียนจะอยู่ที่ใด ก็สามารถเรียนได้อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันอินเทอร์เน็ต สามารถทำให้เกิดการโต้ตอบ ระหว่างผู้เรียนกับผู้สอน เสมือนอยู่ในพื้นที่เดียวกัน รูปแบบของการเรียนการสอนทางไกล ที่ได้รับความนิยม ทำได้ทั้งการสร้างเครือข่ายการเรียนการสอน โดยมีศูนย์อยู่ในส่วนกลาง เพื่อผลิตเนื้อหาส่งผ่านอุปกรณ์ส่งสัญญาณ กระจายผ่านเครือข่ายเคเบิ้ลนำแสง หรือใช้ดาวเทียมยิงสัญญาณไปยังเครื่องรับทางไกลก็ได้ นอกจากนี้สามารถนำเอาห้องเรียนไปไว้บนอินเทอร์เน็ต โดยมีอินเทอร์เน็ตโปรโตคอล เป็นโครงสร้างพื้นฐานในการเรียน ใช้ซอฟต์แวร์ช่วยการสอนทางไกล ที่ทำให้เว็บเพจกลายเป็นแหล่งความรู้ การเรียนทางไกล ผู้เรียนสามารถเลือกศึกษาวิชาที่มีความสนใจ และต้องการหาความรู้เพิ่มเติม สามารถทบทวนบทเรียน หรือเรียนซ้ำ โดยไม่มีข้อจำกัดในเรื่องของเวลา
เครือข่ายคอมพิวเตอร์ หรือ คอมพิวเตอร์เน็ตเวิร์ก (computer network) คือ ระบบการสื่อสารระหว่างคอมพิวเตอร์จำนวนตั้งแต่สองเครื่องขึ้นไปการที่ระบบเครือข่ายมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในปัจจุบัน เพราะมีการใช้งานคอมพิวเตอร์อย่างแพร่หลาย จึงเกิดความต้องการที่จะเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์เหล่านั้นถึงกัน เพื่อเพิ่มความสามารถของระบบให้สูงขึ้น และลดต้นทุนของระบบโดยรวมลงการโอนย้ายข้อมูลระหว่างกันในเครือข่าย ทำให้ระบบมีขีดความสามารถเพิ่มมากขึ้น การแบ่งการใช้ทรัพยากร เช่น หน่วยประมวลผล, หน่วยความจำ, หน่วยจัดเก็บข้อมูล, โปรแกรมคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่มีราคาแพงและไม่สามารถจัดหามาให้ทุกคนได้ เช่น เครื่องพิมพ์ เครื่องกราดภาพ (scanner) ทำให้ลดต้นทุนของระบบลงได้[แก้] ชนิดของเครือข่ายเครือข่าย เป็นการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ตั้งแต่ 2 เครื่องขึ้นไปเข้าด้วยกัน เพื่อสะดวกต่อการร่วมใช้ข้อมูล, โปรแกรม หรือเครื่องพิมพ์ และยังสามารถอำนวยความสะดวกในการติดต่อแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างเครื่องได้ตลอดเวลา ระบบเครือข่ายจะถูกแบ่งออกตามขนาดของเครือข่าย ซึ่งปัจจุบันเครือข่ายที่รู้จักกันดีมีอยู่ 3 แบบ ได้แก่เครือข่ายภายใน หรือ แลน (Local Area Network: LAN) เป็นเครือข่ายที่ใช้ในการ เชื่อมโยงกันในพื้นที่ใกล้เคียงกัน เช่นอยู่ในห้อง หรือภายในอาคารเดียวกันเครือข่ายวงกว้าง หรือ แวน (Wide Area Network: WAN) เป็นเครือข่ายที่ใช้ในการ เชื่อมโยงกัน ในระยะทางที่ห่างไกล อาจจะเป็น กิโลเมตร หรือ หลาย ๆ กิโลเมตรเครือข่ายงานบริเวณนครหลวง หรือ แมน (Metropolitan area network : MAN)และยังมีอีกสองเครือข่ายที่ยังมีเพิ่มเติมอีกคือเครือข่ายของการติดต่อระหว่างไมโครคอนโทรลเลอร์ หรือ แคน (Controller area network) : CAN) เป็นเครือข่ายที่ใช้ติดต่อกันระหว่างไมโครคอนโทรลเลอร์ (Micro Controller unit: MCU)เครือข่ายส่วนบุคคล หรือ แพน (Personal area network) : PAN) เป็นเครือข่ายไร้สายอุปกรณ์ในระบบระบบเครือข่ายฮับ หรือ รีพีทเตอร์ (Hub, Repeater) เป็นอุปกรณ์ที่ทวน และขยายสัญญาณ เพื่อส่งต่อไปยังอุปกรณ์อื่น ให้ได้ระยะทางที่ยาวไกลขึ้น ไม่มีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลก่อนและหลัง การรับ-ส่ง และไม่มีการใช้ซอฟท์แวร์ใดๆ มาเกี่ยวข้องกับอุปกรณ์ชนิดนี้ การติดตั้งจึงทำได้ง่าย ข้อเสียคือ ความเร็วในการส่งข้อมูล จะเฉลี่ยลดลงเท่ากันทุกเครื่อง เมื่อมีคอมพิวเตอร์มาเชื่อมต่อมากขึ้นสวิทช์ หรือ บริดจ์ (Switch, Bridge) เป็นอุปกรณ์สำหรับเชื่อมต่อ เครือข่ายท้องถิ่น หรือ แลน (LAN) ประเภทเดียวกัน ใช้โปรโตคอลเดียวกัน สองวงเข้าด้วยกัน เช่น ใช้เชื่อมต่อ อีเธอร์เน็ตแลน (Ethernet LAN) หรือ โทเคนริงก์แลน (Token Ring LAN) ทั้งนี้ สวิทช์ หรือ บริดจ์ จะมีความสามารถในการเชื่อมต่อ ฮาร์ดแวร์ และตรวจสอบข้อผิดพลาด ของการส่งข้อมูลได้ด้วย ความเร็วในการส่งข้อมูล ก็มิได้ลดลง และติดตั้งง่ายเร้าเตอร์ (Router) เป็นอุปกรณ์ที่ทำงานคล้ายสวิทช์ แต่จะสามารถเชื่อมต่อระบบที่ใช้สื่อหรือสายสัญญาณต่างชนิดกันได้ เช่น เชื่อมต่ออีเธอร์เน็ตแลน (Ethernet LAN)ที่ส่งข้อมูลแบบยูทีพี (UTP:Unshield Twisted Pair) เข้ากับอีเธอร์เน็ตอีกเครือข่าย แต่ใช้สายแบบโคแอ็กเชียล(Coaxial cable) ได้ นอกจากนี้ยังช่วยเลือกหรือกำหนดเส้นทางที่จะส่งข้อมูลผ่าน และแปลงข้อมูลให้เหมาะสมกับการนำส่ง แน่นอนว่าการติดตั้งย่อมยุ่งยากมากขึ้นเกทเวย์ (Gateway) เป็นอุปกรณ์ที่มีความสามารถสูงสุด ในการเชื่อมต่อเครือข่ายต่างๆ เข้าด้วยกัน โดยไม่มีขีดจำกัด ทั้งระหว่างเครือข่ายต่างระบบ หรือแม้กระทั่งโปรโตคอล จะแตกต่างกันออกไป เกทเวย์ จะแปลงโปรโตคอล ให้เหมาะสมกับอุปกรณ์ที่ต่างชนิดกัน จัดเป็นอุปกรณ์ที่มีราคาแพง และติดตั้งใช้งานยุ่งยาก เกตเวย์บางตัว จะรวมคุณสมบัติในการเป็น เร้าเตอร์ ด้วยในตัว หรือแม้กระทั่ง อาจรวมเอาฟังก์ชั่นการทำงาน ด้านการรักษาความปลอดภัย ที่เรียกว่า ไฟร์วอลล์ (Firewall) เข้าไว้ด้วยกันตัวอย่างเทคโนโลยีกับระบบเครือข่ายโฮมเน็ตเวิร์ก โทรศัพท์ผ่านอินเตอร์เน็ต การเรียนการสอนทางไกล: Tele-Education ฯลฯโฮมเน็ตเวิร์ก โฮมเน็ตเวิร์ก เป็นการเชื่อมต่ออุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกชิ้น ภายในบ้านไม่ว่าจะเป็น ทีวี วิทยุ เครื่องซักผ้า ตู้เย็น เตาไมโครเวฟ หรือ เครื่องทำน้ำอุ่น ให้เป็นระบบเครือข่ายหลายคนอาจสงสัยว่า แล้วทำไมถึงมีอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าเหล่านั้น มาเกี่ยวด้วย เพราะดูแล้วมันไม่น่าจะนำมาต่อ เป็นเครือข่ายเข้ากับคอมพิวเตอร์ได้เลยแนวคิดโฮมเน็ตเวิร์ก คือ การทำให้อุปกรณ์ทุกชิ้นภายในบ้าน สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกันได้ และสามารถรับคำสั่งจากระยะไกลได้ โดยมีคอมพิวเตอร์เป็นศูนย์กลาง พูดง่ายๆก็คือ ความพยายามที่จะทำให้เครื่องใช้ทุกอย่างในบ้านมีความฉลาด ซึ่งจะช่วยและอำนวยความสะดวกสบายให้กับผู้ใช้มากที่สุด ขอยกตัวอย่างเพื่อช่วยในการนึกภาพ ของโฮมเน็ตเวิร์กได้ชัดขึ้น เช่น ก้าวแรกที่คุณลุกขึ้นจากเตียงนอน ทันทีเจ้าวิทยุคู่ใจ ก็เริ่มบรรเลงเพลงโปรด ระหว่างที่คุณกำลังมีความสุข อยู่กับการแช่น้ำอุ่นๆ จากเครื่องทำน้ำอุ่น ในอ่างอาบน้ำ ที่เตรียมไว้พร้อมสรรพ ตู้เย็นก็จัดการส่งขนมปัง ไข่ และไส้กรอกไปยังเตาไมโครเวฟ เพื่อปรุงไว้พร้อมเสริฟในครัว แค่นี้ก็ทำให้การเริ่มวันใหม่ของคุณ เป็นไปอย่างราบรื่นและไม่ต้องรีบเร่ง ฟังดูอาจเกินจริงไปบ้าง แต่ขอบอกว่าสิ่งเหล่านี้ เป็นแนวคิดของโฮมเน็ตเวิร์กนั่นเองหากต้องทำให้อุปกรณ์ทุกอย่างที่อยู่ในบ้านเชื่อมต่อเป็นระบบเดียวกัน จำเป็นต้องมีมาตรฐานมารองรับเพื่อให้ผู้ผลิตต่างๆ ผลิตสินค้าของตนให้สามารถเชื่อมต่อกับสินค้ายี่ห้ออื่นๆ ในตลาดได้ ซึ่งมาตรฐานที่ใช้สำหรับโฮมเน็ตเวิร์กที่มีอยู่ในปัจจุบันมีดังนี้มาตรฐานเครือข่ายไร้สาย IEEE 802.11มาตรฐาน Bluetoothมาตรฐาน SWAP 1.0มาตรฐาน X10มาตรฐาน IEEE1394 หรือ FireWireมาตรฐาน HomePNA (Home Phoneline Networking Associationมาตรฐาน SSEQจากมาตรฐานของโฮมเน็ตเวิร์กข้างต้น สามารถแบ่งประเภทของโฮมเน็ตเวิร์ก ได้สองประเภทใหญ่ๆ คือ แบบมีสาย(Wired Homenetwork) และแบบไร้สาย (Wireless Homenetwork)โทรศัพท์ผ่านอินเทอร์เน็ต ผลจากการพัฒนาเทคโนโลยีบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่ไม่หยุดนิ่ง ทำให้ทุกวันนี้มีบริการไฮเทคเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก ให้ผู้คนได้เลือกใช้ตามความต้องการ และหนึ่งในนั้นก็คือ บริการโทรศัพท์ผ่านอินเทอร์เน็ต ที่มีการเรียกชื่อที่ต่างกันออกไปไม่ว่าจะเป็น Internet Telephone, Net Phone, Voice over Internet Protocal, Voice over IP, VoIP หรือ Web Phone ซึ่งล้วนแต่หมายถึง บริการที่ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ ในการสื่อสารพูดคุย แทนเครื่องโทรศัพท์ผ่านทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ตบริการโทรศัพท์ผ่านอินเทอร์เน็ตสามารถทำได้หลายวิธีดังนี้PC-to-PC วิธีนี้ผู้ใช้ต้องมีเครื่องคอมพิวเตอร์ทั้งต้นทาง-ปลายทาง และต้องลงโปรแกรมเดียวกัน หรือโปรแกรมที่สามารถใช้งานร่วมกันได้ ซึ่งเป็นวิธีสื่อสาร ที่ไม่ต้องเสียค่าบริการโทรศัพท์แต่อย่างใดPC-to-Phone เป็นรูปแบบที่ใช้ได้ กับผู้ใช้ต้นทางที่มีเครื่องคอมพิวเตอร์ และโปรแกรมโทรศัพท์ โดยผู้รับปลายทางใช้เครื่องโทรศัพท์ธรรมดา วิธีนี้จำเป็นต้องมีผู้ที่ให้บริการ เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต เข้ากับเครือข่ายโทรศัพท์ท้องถิ่น (Internet Telephone Service Provider หรือ ITSP) โดยผู้ใช้ต้องเสียค่าบริการ ตามเวลาที่ใช้จริงPhone-to-PC วิธีนี้ใช้หลักการเดียวกับแบบPC-to-Phone แต่เปลี่ยนเป็นต้นทางเป็นโทรศัพท์ธรรมดา ในขณะที่ปลายทางเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ และโปรแกรมโทรศัพท์แทน ซึ่งผู้ใช้ต้องเสียค่าบริการ ตามเวลาที่ใช้จริงเช่นกันPhone-to-Phone เป็นวิธีที่ทั้งต้นทาง และปลายทางต้องมี ITSP ซึ่งทำให้มีค่าบริการสูงกว่าวิธีอื่นๆ แต่ก็เป็นวิธีที่ง่าย และคุ้นเคยกับการใช้งานที่สุด อุปกรณ์เสริมที่จำเป็น สำหรับบริการโทรศัพท์ผ่านอินเทอร์เน็ต ที่ผู้ใช้ต้องซื้อหาเพิ่มเติม จากเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เรามีอยู่แล้ว ก็คือ ซาว์ดการ์ด ลำโพง ไมโครโฟน หูฟัง หรือหูฟังพร้อมไมโครโฟน เอียร์คลิป แฮนด์เซท กล้องวิดีโอ และอุปกรณ์สลับสายระหว่างลำโพงกับเฮดเซทสิ่งที่น่าจะเป็นแรงจูงใจให้ผู้คน หันมาใช้บริการโทรศัพท์ผ่านอินเทอร์เน็ต เห็นจะได้แก่ อัตราค่าบริการที่ถูกกว่า เมื่อเทียบกับการโทรทางไกล ผ่านโทรศัพท์ธรรมดา โดยผู้ใช้จะเสียเฉพาะค่าโทรศัพท์ ในอัตราแบบ โทรภายในพื้นที่เท่านั้น เพราะการโทรทางไกล จะเรียกผ่าน ทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ตแทน ซึ่งช่วยผู้ใช้ประหยัดเงิน ในกระเป๋าได้มากทีเดียวการเรียนการสอนทางไกล ระบบการศึกษานอกโรงเรียน เป็นสิ่งที่มีบทบาทสำคัญ และจำเป็นอย่างมากในประเทศกำลังพัฒนา การกระจายเครือข่าย เพื่อสนับสนุนการศึกษา ด้วยรูปแบบการเรียนการสอน และสื่อการสอนที่มีประสิทธิภาพ กำลังได้รับการยอมรับมากที่สุด จากสถาบันการศึกษาคือ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีของอินเทอร์เน็ต ที่ในรูปของ Tele-Education หรือการเรียนการสอนทางไกลความรวดเร็วของในการสื่อสารผ่านอินเทอร์เน็ต ช่วยลดข้อจำกัดในการศึกษานอกสถานที่ เพราะไม่ว่าผู้เรียนจะอยู่ที่ใด ก็สามารถเรียนได้อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันอินเทอร์เน็ต สามารถทำให้เกิดการโต้ตอบ ระหว่างผู้เรียนกับผู้สอน เสมือนอยู่ในพื้นที่เดียวกัน รูปแบบของการเรียนการสอนทางไกล ที่ได้รับความนิยม ทำได้ทั้งการสร้างเครือข่ายการเรียนการสอน โดยมีศูนย์อยู่ในส่วนกลาง เพื่อผลิตเนื้อหาส่งผ่านอุปกรณ์ส่งสัญญาณ กระจายผ่านเครือข่ายเคเบิ้ลนำแสง หรือใช้ดาวเทียมยิงสัญญาณไปยังเครื่องรับทางไกลก็ได้ นอกจากนี้สามารถนำเอาห้องเรียนไปไว้บนอินเทอร์เน็ต โดยมีอินเทอร์เน็ตโปรโตคอล เป็นโครงสร้างพื้นฐานในการเรียน ใช้ซอฟต์แวร์ช่วยการสอนทางไกล ที่ทำให้เว็บเพจกลายเป็นแหล่งความรู้ การเรียนทางไกล ผู้เรียนสามารถเลือกศึกษาวิชาที่มีความสนใจ และต้องการหาความรู้เพิ่มเติม สามารถทบทวนบทเรียน หรือเรียนซ้ำ โดยไม่มีข้อจำกัดในเรื่องของเวลา
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)